Home > สุขภาพ

รีบมาดูด่วนๆ!! 10 อาหารใกล้ตัว ที่กินแล้ว “ทำให้หน้าแก่” ก่อนวัยอันควร

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง แต่การที่มีคนมาทักคุณว่า “พี่” ทั้งที่จริงแล้วคุณทราบดีว่าอายุคุณน้อยกว่าเขามาก เป็นใครก็ต้องรู้สึกเฟลกันทั้งนั้นใช่ไหมคะ และนี่คือ 10 อาหารใกล้ตัว ที่กินแล้ว “หน้าแก่” แก่ก่อนวัยอันควร 1. น้ำตาล อาหารที่มีรสหวานจัด แน่นอนว่าน้ำตาลใส่ลงไปในอาหาร ของหวาน หรือเครื่องดื่ม ทำให้รสชาติดีขึ้นผิดหูผิดตา แต่หากรับประมาณทานอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลมากๆ จะทำให้เซลล์ผิวเสื่อมสภาพ ผิวขาดคอลลาเจนเพื่อความสดใสเปล่งปลั่ง ผิวหนังจึงเหี่ยวย่น และขาดความยืดหยุ่นนั่นเอง 2. แอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำไปเป็นจำนวนมาก (สังเกตได้ง่ายๆ ว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ จะลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อย) นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังทำให้ตับพัง (หรือที่เรารู้ดีว่าทำให้ตับเข็ง) คือตับต้องทำหน้าที่อย่างหนักในการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย หากตับสุขภาพไม่ดี ก็จะสะท้อนออกมาถึงผิวหนังที่สีสันไม่สดใส ไม่ขาวอมชมพู แต่ละหมองคล้ำ และเหี่ยวย่นนั่นเอง 3. คาเฟอีน เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม (น้ำอัดลมมีทั้งน้ำตาลและคาเฟอีนเลยทีเดียว) มีสารอะดรีนาลีนที่ทำให้ร่างกายตื่นตัวก็จริง แต่ก็ทำให้ผิวพรรณเหี่ยวย่นขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้คาเฟอีนยังดูดซึมวิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการบำรุงผิวพรรณออกไปจากร่างกายอีกด้วย 4. ไขมันไม่อิ่มตัว ไขมันทรานส์ นอกจากทำให้อ้วนง่าย ผิวมีเซลลูไลท์แล้ว ไขมันทรานส์ยังทำให้ผิวหนังของเราไวต่อรังสียูวีมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าผิวของเราก็จะถูกแสงแดดอันร้อนแรงในบ้านเราทำร้ายได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งขาดความนุ่มชุ่มชื่น

Read More

อาหารที่กระตุ้น ” การปวดไมเกรน ” รู้แล้วควรหลีกเลี่ยง

ไมเกรน (Migraines) เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรงชนิดหนึ่ง จะรู้สึกปวดตุบ ๆ รุนแรง โดยมักปวดบริเวณศีรษะข้างเดียว หรือปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดสองข้าง ในขณะที่ปวดก็มักมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย และอาจมีความรู้สึกไวต่อเสียงและแสงสว่างมากกว่าปกติ สาเหตุของไมเกรน ไมเกรนเป็นผลจากความผิดปกติชั่วคราวในการทำงานของสมองที่มีผลกระทบต่อเส้นประสาท สารเคมี และหลอดเลือดในสมอง แต่สาเหตุที่แท้จริงของไมเกรนนั้นไม่เป็นที่แน่ชัด ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย โดยสิ่งกระตุ้น ที่ทำให้เกิดไมเกรน ได้แก่ ฮอร์โมน อารมณ์ ร่างกาย การรับประทานอาหาร สิ่งแวดล้อม และการใช้ยา เป็นต้น โดยสิ่งกระตุ้นเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและส่งผลในแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน ผู้ที่ปวดศีรษะไมเกรนบ่อย ๆ จึงควรสังเกตตนเองและคอยจดบันทึกเพื่อเป็นข้อมูลในการไปปรึกษาแพทย์ การป้องกันไมเกรน วิธีในการป้องกันไมเกรนที่ดีที่สุด คือ การรู้และเข้าใจว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดไมเกรนและพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น การจดบันทึกในแต่ละวันเมื่อเกิดอาการ จะสามารถช่วยให้จำแนกตัวกระตุ้นที่อาจเป็นสาเหตุ และช่วยให้สามารถควบคุมการใช้ยารักษาได้อย่างตรงจุด โดยการบันทึกสิ่งเหล่านี้ ได้แก่ – วันและเวลาที่เกิดอาการขึ้น – สัญญาณหรืออาการเตือนต่าง ๆ ก่อนเป็นไมเกรน – อาการที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการที่มีอาการเตือน (Aura) หรือไม่มีอาการเตือนร่วม – ยารักษาโรคที่ใช้ – อาการหยุดในวันและเวลาใด นอกจากนั้น หากผู้ป่วยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ แล้ว แต่ยังคงเกิดอาการไมเกรนอยู่ สามารถใช้การรักษาด้วยยาเพื่อการป้องกันไมเกรนได้

Read More

แค่กินกล้วยทุกวัน “วันละ1ลูก” โรคร้ายแรงต่อไปนี้ จะหายไปโดยไม่ต้องกินยา แถมจะทำให้ร่างกายเปลี่ยนไปขนาดนี้ รีบเช็คด่วน!

วันนี้ทีมงาน จะพาเพื่อนๆทุกคนมาหลบ 8 โรคร้ายง่ายๆ ด้วยกล้วย ถ้าอ่านแล้วมีประโยชน์อย่าเก็บไว้คนเดียว แชร์ให้คนอื่นรู้ถึงประโยชน์ของกล้วยด้วยนะ คุณประโยชน์ของกล้วยที่คุณคาดไม่ถึง ซึ่งประโยชน์ของกล้วยนั้นมีหลายอย่าง ซึ่งหลายคนยังไม่เคยรู้ว่ากล้วยนอกจากมีรสชาติที่อร่อยและทานง่ายแล้ว ยังทำให้คุณสามารถหายจาก 8 โรคได้เพียงแค่คุณทานกล้วยในตอนเช้าเท่านั้นเอง ถ้าพร้อมแล้ว เราไปชมกันเลย 1. โรคโลหิตจาง กล้วยเป็นผลไม้ที่มีธาตุเหล็กสูงมาก และธาตุเหล็กนี่ล่ะที่จะไม่กระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด ช่วยให้คนที่เป็นโรคโลหิตจางกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม 2. โรคความดันโลหิตสูง กล้วยได้ชื่อว่ามีโพแทสเซียมสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ด้วยกัน จึงลดความดันได้ดีมากถึงขนาดที่องค์การอาหารของสหรัฐฯ โฆษณาให้ประชาชนที่เป็นโรคความดันทั้งหลายกินกล้วยให้มากๆ 3. โรคท้องผูก ท้องผูกเป็นเงื่อนตายของคุณจะถ่ายง่ายระบายคล่อง ถ้าได้ทานเส้นใยอาหารจากกล้วยมาเป็นตัวช่วยในการขับถ่าย 4. โรคซึมเศร้า อาการซึมเศร้ามักเกิดจากสารเคมีในสมองไม่สมดุล แต่จากการวิจัยพบว่ากล้วยมีโปรตีนชื่อ ไทรโพโตแฟน ที่จะกระตุ้นให้สมองหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ซึ่งช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายออกมา คนที่กินกล้วยจึงอารมณ์ดีขึ้น เลิกซึมเศร้าเสียที 5. อาการเมาค้าง กล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้งคือยาแก้เมาที่ได้ผลที่สุด เพราะคนเมากระเพาะจะปั่นป่วนกว่ายามปกติ กล้วยนี่ล่ะจะทำให้กระเพาะสงบลง ส่วนน้ำตาลจากน้ำผึ้งก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ส่วนนมก็ปรับระดับของเหลวในร่างกายให้สมดุล คนเมาจึงรู้สึกสบายขึ้น 6. .โรคเสียดท้อง กล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติอยู่ ถ้าคนที่เป็นโรคเสียดท้องเพราะมีกรดเกินในกระเพาะได้กินกล้วยวันละผล จะรู้สึกได้เลยว่าท้องไส้เลิกร้องครวญครางเป็นปลิดทิ้ง 7. โรคลำไส้เป็นแผล แม้แต่หมอก็ยังแนะนำคนไข้ที่เป็นแผลในกระเพาะให้ทานกล้วย เพราะเนื้อที่นุ่มนิ่มของมันไม่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร และยังมีสรรพคุณเคลือบผนังลำไส้ ช่วยรักษาแผลให้หายได้เร็วขึ้นด้วย 8. เส้นเลือดฝอยแตก วารสาร “The New England Journal of Medicine” ตีพิมพ์ผลการวิจัยว่าการกินกล้วยเป็นประจำ

Read More

ลองสังเกตุตัวเอง 32 อาการบอกโรคที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด!!

http://fangnapost.com/wp-content/uploads/2017/11/ED984A79-9C23-4799-9D6B-D37B507A0C38.jpeg" width="780" height="409" /> การสังเกตอาการที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอาจบ่งบอกถึงความผิดปกติต่างๆ เบื้องต้นได้ แต่ควรหาสาเหตุที่แท้จริง จึงจะแก้ปัญหาได้ถูกจุด อาการบางอย่าง อาจเกิดจากสาเหตุต่างกัน แต่มีอาการเหมือนกัน เช่น 1. อาการนอนไม่หลับ อาจเกิดจากถุงน้ำดีข้น หรือ กระดูกคอข้อที่ 1 เคลื่อน หรือเลือดไม่ค่อยเลี้ยงหัวใจ เนื่องจากเป็นคนตื่นเต้นบ่อย 2. ผิวหยาบ มีขี้แมลงวัน มีติ่ง หูด ตาปลา สาเหตุมาจากลำใส้ใหญ่สกปรก http://fangnapost.com/wp-content/uploads/2017/09/%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B8%94-%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2.png" /> 3. ปัสสาวะมีกลิ่นแรง กลิ่นฉุนมาก เกิดจากไตไม่ดี ต่อมลูกหมากโต มีปัสสาวะคั่งค้าง ให้กินแกนสัปปะรด 3 แกน ทุกวันเป็นเวลา 7 วัน และดื่มน้ำกระชาย 4. ปวดนิ้วก้อย บอกถึงระบบความร้อนบกพร่อง ร่างกายถูกความเย็นตอน 3 – 5 ทุ่ม เช่นอาบน้ำเย็น ตากแอร์ เพราะเป็นเวลาที่ร่างกายต้องการความอบอุ่น 5. ปวดใต้ฝ่าเท้า

Read More

10 อาหารบำรุงปอด โรคหอบหืด ทางเดินหายใจ ลดความเสี่ยงมะเร็งเกือบทุกชนิด

>>เข้ากลุ่มฟรี<< atOptions = { 'key' : '378fd113cf350fea176d0d2c7d15eafa', 'format' : 'iframe', 'height' : 250, 'width' : 300, 'params' : {} }; document.write(''); 1. แอปเปิล เป็นผลไม้มีวิตามินซีและเส้นใยสูง แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือแอปเปิลมีเบต้าแคโรทีน หรืออนุมูลอิสระที่มีชื่อว่าเคอร์ซิทีน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งหลายชนิดได้ และหนึ่งในนั้นคือโรคมะเร็งปอด อีกทั้งวิตามินและแร่ธาตุที่มีอยู่มากในแอปเปิลยังจะช่วยดูแลสุขภาพปอดของเราได้อีกทางหนึ่งด้วย 2. แครอท แครอทเองก็มีเบต้าแคโรทีนสูงเช่นกัน และยังมีปริมาณวิตามินเอสูงมาก ซึ่งวิตามินเอจะช่วยป้องกันอาการหอบหืดและช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเราให้มีความสตรองมากขึ้นได้ อีกทั้งในผักสีส้มสดใสอย่างแครอทก็ยังมีสารฟาลคารินอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณในการต้านเซลล์มะเร็งได้ดี แถมยังมีฟังก์ชั่นพิเศษอย่างสรรพคุณช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายได้อีกต่างหาก 3. รังนก บันทึกในตำราแพทย์แผนจีนระบุว่ารังนกเป็นสมุนไพรจีนบำรุงปอดที่มีสรรพคุณเสริมพลัง และสามารถใช้บำรุงยินของปอดได้ดีมาก มีสรรพคุณในการช่วยละลายเสมหะ แก้ไอ ทั้งยังบำรุงและระบายความร้อนในร่างกาย จัดเป็นอาหารและยาที่ดีเยี่ยมในการบำรุงร่างกายที่ทรุดโทรม และยังระบุด้วยว่า โรคทั้งหลายที่เกิดจากพลังปอดพร่อง พลังปอดไม่ลงสู่ส่วนล่าง สามารถรักษาได้ด้วยรังนกนี่เอง 4. ขิง เป็นสมุนไพรอีกตัวที่ดีต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะกับคนที่มักจะมีปัญหาเสมหะบ่อย ๆ การดื่มน้ำขิงจะช่วยขับเสมหะได้ อีกทั้งขิงยังมีสารจิงเกอร์รอล ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์รุนแรงกว่าแอสไพริน แถมยังมีสรรพคุณช่วยต้านอาการอักเสบภายในร่างกาย นอกจากนี้ในขิงยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งให้เราได้ด้วย 5. แคนตาลูป วิตามินซีจากแคนตาลูปเป็นสิ่งที่ดีต่อปอดเรามาก ๆ โดยผลการศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้ทำการทดลองในเด็กวัยก่อนเข้าโรงเรียนพบว่า เด็กที่ได้รับวิตามินซีเข้าร่างกายอย่างเพียงพอกับความต้องการ มีอัตราการเสี่ยงต่อโรคหอบหืดต่ำกว่าเด็กที่ไม่ค่อยได้รับวิตามินซีเท่าที่ควร

Read More

เผยอาหาร 10 อย่าง“ที่ไม่ควรกินบ่อย” เพราะ “เสี่ยงต่อการเสียชีวิต”

สวัสดีจ้า..เพื่อนๆที่น่ารักทุกคน พูดถึงเรื่องอาหารการกินนี่ก็เป็นปัจจัยสำคัญมากกับการดำรงชีวิตของคนเราวันนี้หมูน้อยอัพยิ้มจะมาแนะนำ 10 อาหารที่ควรเลี่ยงหรือ อย่ากินบ่อยจนเกินไป เพราะอาจเป็นอันตราย เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ ว้าว..มันช่างเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเลยใช่ไหมล่ะคะทุกคน เพราะชีวิตใครๆก็รัก ดังนั้นเราควรหันมาดูแลตัวเองก่อนที่มันจะสายเกินไปกันเลยดีกว่าจ้า ซึ่ง อาหารทั้ง10อย่างที่ว่ามานี้ วันนี้หมูน้อยอัพยิ้มก็ได้นำมาให้เพื่อนๆได้ดูกันในวันนี้แล้วจ้างั้นเรามาดูกันเลยนะคะทุกคน 10 อาหารที่ว่าจะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย ระวัง อาหารเหล่านี้ 1.ปาท่องโก๋ กระบวนการทำปาท่องโก๋ มีการใช้สารที่ทำให้กรอบฟู ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้งเจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย 2.เนื้อย่าง กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสาร benzopyrene ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งนั่นเองค่ะ 3. ไข่เยี่ยวม้า ไข่เยี่ยวม้าม้า มีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับผิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อมและอาจ เป็นหมัน 4.ตับหมูตับ หมูมีคลอเรสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกินไปหรือมากเกินไป ทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นได้ค่ะ 5. ผักดอง ผักดองเป็นของหมักเกลือ ทำให้ร่างกายได้รับคือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกินไปหรือมากเกินไป จะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งค่ะ 6.ผงชูรส คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา… การกินผงชูรสมากเกิน

Read More

แชร์เก็บไว้!! ดื่มน้ำตอนเช้าทันทีหลังจากตื่นนอน มีประโยชน์แบบนี้

  atOptions = { 'key' : '378fd113cf350fea176d0d2c7d15eafa', 'format' : 'iframe', 'height' : 250, 'width' : 300, 'params' : {} }; document.write(''); รู้งี้ทำมาตั้งนานแล้ว!! ดื่มน้ำตอนเช้าทันทีหลังจากตื่นนอน มีประโยชน์แบบนี้ รู้กันดีอยู่แล้วว่าน้ำสำคัญต่อร่างกายมาก เราจึงควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ได้ยินมาตลอดกับการดื่นน้ำในตอนเช้า หรือ ดื่มทันทีหลังจากตื่นนอน เคยสงสัยและตั้งคำถามกันไหมว่า? การดื่นน้ำในตอนเช้ามีดี และมีประโยชน์อะไรบ้าง เรามีคำตอบให้สาวๆหายสงสัยกันค่ะ ดื่มน้ำตอนรุ่งเช้าช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ ผิวพรรณผ่องใสโดยไม่ต้องพยายาม * ดื่มน้ำตอนท้องว่างช่วยเคลียร์ลำไส้ คราวนี้ก็ดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้เต็มที่ * ดื่มน้ำตอนท้องว่างยังช่วยปรับสมดุลต่อมน้ำเหลือง ส่งผลดีต่อระบบภายใน ลดความเสี่ยงอาการอักเสบต่าง ๆ ได้ชะงัด * กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพได้ง่าย ๆ แค่ดื่มน้ำทันทีที่ตื่นนอน * แผลพุพองก็รักษาให้หายได้ แค่ดื่มน้ำสักแก้วหลังจากตื่นนอนเท่านั้น อีกทั้งการดื่มน้ำตอนท้องว่างยังดีต่อระบบย่อยอาหารด้วยนะ * น้ำช่วยพยุงการทำงานของข้อต่อและกระดูกทุกส่วนในร่างกาย การดื่มน้ำให้เพียงพอจึงการันตีได้ว่าคุณจะห่างไกลโรคปวดหลังแล­­ะปัญหากระดูกต่าง ๆ ได้นานกว่าอายุขัยจริง * กำจัดไขมันส่วนเกินได้มากพอที่จะช่วยสนับสนุนการลดน้ำหนักได้ เพียงแค่คุณดื่มน้ำทันทีที่ตื่นนอน atOptions = { 'key' : '378fd113cf350fea176d0d2c7d15eafa', 'format' : 'iframe', 'height'

Read More

แชร์เก็บไว้ !! เตือน 5 อาการเหล่านี้..จะเกิดขึ้นกับคุณก่อนหนึ่งเดือน จากนั้นคุณจะหัวใจวาย

atOptions = { 'key' : '378fd113cf350fea176d0d2c7d15eafa', 'format' : 'iframe', 'height' : 250, 'width' : 300, 'params' : {} }; document.write(''); สิ่งแรกที่คุณต้องรู้คือ อาการหัวใจวายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของชายหญิงในสหรัฐอเมริกา ปัญหาสุขภาพนี้เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดแดง เมื่อหลอดเลือดอุดตันจะไม่สามารถส่งออกซิเจนไปสู่หัวใจ ได้ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตาย นอกจากนี้มันยังเกิดได้จากสาเหตุอื่นๆ และปัจจัยเสี่ยงอีกมากมายที่จะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการสูบบุหรี่ ระดับคอเลสเตอรอลสูง โรคอ้วน และการดำเนินชีวิตอย่างเร่งรีบ ตามผลการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ได้ค้นพบว่าภาวะหัวใจวายเกิดขึ้นกับผู้ชายมากที่สุด สัญญาณเตือนที่พบมากที่สุดที่เกิดขึ้นก่อนสัปดาห์ที่จะหัวใจวายคือ -อาการเจ็บหน้าอก -อาการปวดหลัง -ความเจ็บปวดในแขนซ้าย *รู้สึกเจ็บปวดที่ขากรรไกร -ความเมื่อยล้า หมายเหตุ: หากคุณละเลยสัญญาณเตือนเหล่านี้มันจะนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว เราหวังว่าคุณคงชอบบทความนี้และโปรดแบ่งปันกับเพื่อนและคนในครอบครัวของคุณ ขอขอบคุณ. ทราบหรือไม่ว่าสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในสหรัฐอเมริกาคือโรคหัวใจวาย ? ทั้งวิถีการใช้ชีวิต ความเครียด และอาหารจังก์ฟู้ด ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วย และอันตรายต่อร่างกายในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา การดำเนินชีวิตด้วยการมีสุขภาพที่ดี และพยายามลดความเครียดในชีวิตของคุณ สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจล้มเหลวได้ นอกจากนี้ยังมี 6 อาการที่คุณควรรู้ เพราะมันส่งสัญญาณเตือนว่าคุณมีแนวโน้มหัวใจล้มเหลว atOptions = { 'key' : '378fd113cf350fea176d0d2c7d15eafa', 'format' : 'iframe', 'height' : 250, 'width' : 300, 'params' : {} }; document.write(''); 1.เหนื่อยล้า อิดโรย เมื่อหลอดเลือดแดงตีบ

Read More

แชร์เก็บไว้นี่คือ 9 ประโยชน์จากน้ำแข็ง ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

atOptions = { 'key' : '378fd113cf350fea176d0d2c7d15eafa', 'format' : 'iframe', 'height' : 250, 'width' : 300, 'params' : {} }; document.write(''); 1. คืนความสดชื่น แก่ดวงตา สาวๆที่นั่งจอหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน จะต้องเคยรู้สึกว่า ปวดตา ล้าตาจังเลย แถมยังมีรอยคล้ำเล็กๆ เกิดรอบดวงตาพ่วงมาด้วยอีก ถ้าอยากให้ดวงตากลับมาสดใสเหมือนเดิม แล้วยังคลายความอ่อนล้าให้ดวงตาด้วย เอาน้ำแข็งก้อนเล็ก วางไว้บริเวณดวงตา ที่สาวๆรู้สึกล้า แค่นี้สาวๆก็จะรู้สึกผ่อนคลายแล้วค่า 2. เมคอัพติดทน อ่ะๆ ช่วยให้เมคอัพติดทนได้จริงน้า แค่เอาน้ำแข็งสะอาด ก้อนเล็ก มาลูบให้ทั่วหน้าก่อน ความเย็นจากน้ำแข็งจะช่วยให้รูขุมขนกระชับ จากนั้นก็แต่งหน้า จะทำให้เครื่องสำอางติดแน่น ทนนานเลยแหละ 3. คืนความชุ่มชื้น ถ้าเมื่อนไหร่ที่สาวๆรู้สึกหน้าแห้งจัง รู้สึกร้อนและแห้งมากเลย ใช้น้ำแข็งแช่กับน้ำสักเล็กน้อย แล้วใช้ล้างหน้านะคะ รู้ขุมขนจะเปิดรับความเย็นแล้วดูดซึมเอาน้ำเข้าไปในผิว ก่อนที่จะกระชับตัว กักเก็บน้ำไว้ในผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้นขึ้นค่ะ 4. ลดความมันบนใบหน้า หากสาวๆคนไหน มีรูขุมขนกว้าง หน้ามันเยิ้ม

Read More

พืชชนิดนี้กินแล้ว “ยับยั้งเซลล์มะเร็ง” ได้ในเวลาเพียง 16 ชั่วโมง ดีเยี่ยมเลยทีเดียว!

atOptions = { 'key' : '378fd113cf350fea176d0d2c7d15eafa', 'format' : 'iframe', 'height' : 250, 'width' : 300, 'params' : {} }; document.write(''); ชาวจีนได้ค้นพบว่า ต้นชิงเฮา ( Artemisinin หรือ qinghao su ) มีสารอาร์เทมิซินิน (Artemisinin) สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งเต้านมได้ถึง 98 % และยังสามารถต่อสู้กับมะเร็งชนิดอื่นๆ ได้อีกเช่นกัน โดย “วิทยาศาสตร์ชีวภาพ” ได้บอกรายละเอียดเพิ่มเติมว่า พืชชนิดนี้มีสารอาร์เทมิซินินถึง 28% ซึ่งมันสามารถจัดการกับเซลล์มะเร็งเต้านมและยังช่วยยับยั่งการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างดีเยี่ยม และสิ่งที่สำคัญมากคือสารในต้นชิงเฮาไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ กับเซลล์อื่นๆ ในร่างกายของเรา การแพทย์แผนจีนนิยมใช้ต้นชิงเฮามานานนับพันๆ ปี เนื่องจากมันอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ใช้รักษาโรคมาลาเรียและฆ่าปรสิตได้เป็นอย่างดี atOptions = { 'key' : '378fd113cf350fea176d0d2c7d15eafa', 'format' : 'iframe', 'height' : 250, 'width' : 300, 'params' : {} }; document.write(''); ต้นชิงเฮา (Artemisinin) ช่วยยับยั่งกระบวนการสร้างโมเลกุล E2F1

Read More